ของขวัญที่นิยมใช้มอบให้ในโอกาสต่างๆ

ในปัจจุบันตุ๊กตายังคงเป็นที่นิยมอย่างมากในการใช้เป็นของขวัญเนื่องในโอกาสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้เป็นของขวัญในวันเกิด  การให้เป็นของขวัญในวันรับปริญญา  ให้เป็นของขวัญวันวาเลนไทม์ และอื่นๆอีกมากมาย

หลายๆคนที่เลือกใช้ตุ๊กตาในการใช้เป็นของขวัญ  บอกว่า ตุ๊กตาเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด และมีขนาดให้เลือกซื้อมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตุ๊กตาตัวเล็ก ตุ๊กตาตัวกลาง ตุ๊กตาตัวใหญ่  มากมายหลายขนาดเลยที่เดียว

หนึ่งในตุ๊กตาตัวเล็ก  ตุ๊กตาตัวใหญ่นั้น   ยังมีตุ๊กตาอีกชนิดหนึ่งที่ในตอนนี้ถือว่าเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน คือ ตุ๊กตาหมีนั้นเองจ้า

ตุ๊กตาหมีจัดอยู่ในกลุ่มตุ๊กตาอัดเส้นใย(Stuffed toy) การให้ตุ๊กตาประเภทนี้เป็นของขวัญเกิดขึ้นมานานกว่า 130 ปีแล้วโดยแรกเริ่มนั้นตุ๊กตาเป็นเพียงของเล่นสำหรับเด็ก ต่อมากลุ่มผู้บริโภคได้ขยายขอบเขตจนครอบคลุมกลุ่มผู้หญิงวัยต่างๆจนกระทั่งครอบคลุมผู้คนทุกเพศทุกวัยในสังคมน่าสังเกตว่าในบรรดาของเล่นเด็กทั้งหมดมีเพียงของเล่นจำพวกตุ๊กตาอัดเส้นใยเท่านั้นที่สามารถขยายขอบเขตผู้บริโภคมาได้มากขนาดนี้ทั้งที่ตุ๊กตาประเภทอื่นหรือของเล่นประเภทอื่นถูกประดิษฐ์ขึ้นก่อนแล้วเป็นเวลานานนั่นเป็นเพราะคุณสมบัติด้านการปลอบประโลมจิตใจ(Psychological comfort)ของตุ๊กตานั่นเอง

ตุ๊กตา  ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาตัวเล็ก  ตุ๊กตาตัวใหญ่  สามารถให้ผลในเชิงจิตวิทยาต่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่โดยสำหรับเด็กตุ๊กตาเป็นตัวแทนของรูปธรรมความสัมพันธ์หรือความรักจากมารดาโดยในพัฒนาการของมนุษย์ช่วงเริ่มต้นทารกจะรวมมารดาไว้เป็นส่วนหนึ่งของตนเองระยะนี้เรียกว่า ระยะสื่อกลาง(Transitional phase) โดยเด็กจะคิดว่ามารดาเป็นส่วนของตนเองที่ติดต่อกับโลกภายนอกและเป็นตัวนำความพึงพอใจหรือวัตถุที่ปรารถนามาให้ภายใต้คำสั่งในจิตใจของตัวเด็กเองในระยะพัฒนาการต่อมาเด็กจึงจะเริ่มแยกแยะได้ว่ามารดานั้นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตนแต่เป็นบุคคลอื่นที่ตนเองต้องพึ่งพาการรับรู้นี้ทำให้เด็กรู้สึกเหมือนสูญเสียส่วนหนึ่งของร่างกาย(เปรียบเสมือนสูญเสียอวัยวะ“แม่”) ยิ่งไปกว่านั้นคือทำให้เด็กตระหนักได้ว่าการสร้างความพึงพอใจนั้นทำได้แค่บางเวลาเนื่องจากมารดาเป็นบุคคลอื่นซึ่งเป็นเอกเทศไม่สามารถตอบสนองต่อคำสั่งได้ตลอดทุกเมื่อเหมือนที่ผ่านมาสิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กรู้สึกสับสนหดหู่และกระวนกระวายซึ่งมีผลรุนแรงต่อสภาพจิตใจของเด็กทารกส่วนนี้เองที่ตุ๊กตาสามารถเข้ามามีบทบาทตุ๊กตาจะทำหน้าที่เป็นวัตถุสื่อกลาง(Transitional object) โดยเป็นสิ่งของในโลกแห่งความจริงชิ้นแรกที่อยู่ใต้การควบคุมของจิตใจของเด็กเองเด็กจะใช้ตุ๊กตาแทนร่องรอยความรู้สึกพึงพอใจที่อวัยวะ“แม่”เคยมีให้และการที่เด็กสามารถควบคุมตุ๊กตานี้ได้ก็ทำให้เด็กรู้สึกว่าสามารถควบคุมความพึงพอใจและตอบสนองความต้องการได้ด้วยตนเองคุณสมบัติการเป็นวัตถุสื่อกลางของตุ๊กตาทำให้เด็กสามารถจินตนาการความสัมพันธ์หรือความรักจากมารดาได้แม้ไม่ได้อยู่กับมารดาเป็นเวลานานและทำให้เด็กสามารถนอนหลับได้โดยปราศจากความกังวล

 

 

 

สำหรับผู้ใหญ่ตุ๊กตาจะถูกแปรสภาพจากวัตถุสื่อกลาง เป็นวัตถุประโลมจิตใจ(Comfort object) เนื่องจากสีและสัมผัสของตุ๊กตาทำให้ผู้ใช้รู้สึกผ่อนคลาย อบอุ่นและปลอดภัย คล้ายสัมผัสที่ได้จากการใช้ผ้าห่ม ในทางปฏิบัติมีการมอบตุ๊กตาให้กับแพทย์ห้องฉุกเฉิน ตำรวจ ผู้ประสบภัยธรรมชาติ และเหยื่อคดีอาชญากรรม โดยตุ๊กตาสามารถให้กำลังใจพวกเขาว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าตุ๊กตาสามารถเป็นสื่อแทนตัวบุคคลคล้ายกับผลของตุ๊กตาต่อทารก เนื่องจากเป็นความจริงที่ว่าผู้ใหญ่ยังคงต้องการความรักไม่ต่างจากเด็ก แต่แตกต่างกันที่วิธีการแสวงหา โดยเด็กจะเรียกร้องและได้รับทันที ส่วนผู้ใหญ่ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนจึงจะได้รับความรักมา การใช้ตุ๊กตาเป็นการลัดขั้นตอนความซับซ้อนนั้น โดยการให้ความรักกับตุ๊กตาจะทำให้ผู้ให้รู้สึกเหมือนได้รับความรักกลับมาทันที การดูแลตุ๊กตาเหมือนดูแลบุคคลสามารถมอบความสุขให้กับผู้ปฏิบัติ โดยมีตัวอย่างที่ชัดเจนคือปัจจุบันมีการใช้ตุ๊กตาบำบัด(Doll therapy) กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์อย่างแพร่หลาย เนื่องจากการดูแลตุ๊กตาช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านี้ระลึกถึงความทรงจำในขณะดูแลลูกได้

 

 

 

เนื่องจากผลของการใช้ตุ๊กตาในผู้ใหญ่ เป็นเพียงการส่งเสริมสภาพจิตใจเท่านั้น ต่างจากในเด็กที่ตุ๊กตามีผลต่อพัฒนาการซึ่งจะแสดงออกไปตลอดชีวิต เมื่อวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ขอบเขตของผู้ใช้ตุ๊กตา ขยายจนครอบคลุมบุคคลทุกช่วงอายุ ทำให้สรุปได้ว่าปัจจัยด้านความนิยมในสังคม(Fashion) ก็มีผลอย่างมากในการทำให้ตุ๊กตาพัฒนาจากของเล่นเด็กเป็นของสะสมสำหรับบุคคลทั่วไป

คีย์การ์ดคำตอบของคนรุ่นใหม่ ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องของความสะดวกสบาย

ในยุคปัจจุบันที่อุปกรณ์ทุกอย่างมีความทันสมัย ไม่ว่าจะหันไปมองทางไหนก็จะเจอแต่ คนใช้ แทบเบล็ต สมาร์ทโฟน กันแทบทั้งนั้น ขนาดรถยนต์รุ่นใหม่ยังมีฟังก์ชั่น “สมาร์ทคีย์” ออกมาเอาใจผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ๆลองนึกดูหากเราจะเดินเข้าที่พัก แล้วต้องมายืนไขกุญแจมันก็คงจะดูไม่ดีเท่าไหร่ ดังนั้นวันนี้จะมาชวนทุกคนให้หันมาใช้คีย์การ์ด เพื่อความสะดวกและความทันสมัยกันดีกว่า

คีย์การ์ดนั้นนิยมใช้สำหรับหอพัก หรือคอนโด ที่เจ้าของเพียงแต่ให้บัตรคีย์การ์ดแก่ผู้ที่อยู่อาศัย ซึ่งในปัจจุบันรูปแบบของบัตรคีย์การ์ดนั้นมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นจากสมัยก่อนที่มีแค่เพียงบัตรคีย์การ์ดแบบแข็งเท่านั้น เพราะปัจจุบันมีบัตร์คีย์การ์ดแบบอ่อน ที่สามารถใส่เข้าเครื่องพิมพ์ได้ และที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั่นก็คือบัตรแบบ “คีย์แท็ก” เพราะมีขนาดเล็กเท่ากับเหรียญ 10 บาท และที่สำคัญยังมีหลากหลายสีให้เลือกอีกด้วย เรียกได้ว่าเอาใจคนรุ่นใหม่กันเลยทีเดียว

วิธีการใช้งานบัตรคีย์การ์ดนั้นก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่คุณเอาบัตรไปทาบที่เครื่องทาบบัตร โดยที่ไม่ต้องสัมผัสใดๆที่ตัวเครื่องเลย แค่นี้คุณก็กลายเป็นคนที่ทันสมัยแล้วครับ เห็นมัยว่าการเป็นคนทันสมัย ใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยนั้นจะช่วยให้ชีวิตของเรานั้นง่ายขึ้นมากเลย

เคล็ดลับในการดับกลิ่นตู้เย็น

หลายท่านคงเคยเจอปัญหามีคนนำเอาอาหารกลิ่นแรงมาไว้ในตู้เย็น จนทำให้น้ำหรืออาหารอื่น ๆ มีกลิ่นเหม็นติดมาด้วยเป็นที่น่าเบื่อหน่าย

ตู้เย็นโดยมากแล้วบ้านแต่ละหลังก็จะมีตู้เย็นเพียงแค่เครื่องเดียว แล้วเจ้าตู้เย็นก็จะต้องรับภาระการเก็บอาหารอันหนักอึ้ง ไม่ว่าจะเป็นอาหารสด อาหารคาว หรืออาหารแห้ง ผักผลไม้ทุกชนิด ไหนยังจะมีน้ำดื่ม ไอศกรีม ขนมนมเนย เยอะแยะไปหมด แม้กระทั่งยาหรือเครื่องสำอางก็มาอยู่ในนี้ จนกลิ่นของของคาวมาตีกับของหวาน กลิ่นทุเรียน ปลาเค็ม หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์อื่น ๆ ติดลงไปในน้ำดื่ม เป็นที่น่าหงุดหงิดรำคาญใจ วันนี้จึงมีเคล็ดลับดี ๆ หลากหลายวิธีที่ช่วยในการดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ในตู้เย็นมาฝากเป็นความรู้คู่ครัว ให้เก็บไว้ลองใช้กัน

วิธีแรกที่อยากแนะนำ และเป็นวิธีที่ทำตามได้ง่ายสุด ๆ ก็คือให้ใช้ถ่าน (ถ่านติดไฟ) จะใช้ทั้งก้อนหรือนำมาบดให้ละเอียดก็ได้ ใส่ถ้วยหรืออุปกรณ์เล็ก ๆ เอาวางไว้ตามมุมต่าง ๆ ในตู้เย็น ก็จะช่วยดับกลิ่นเหม็นไม่พึงประสงค์ของอาหารกลิ่นแรงได้ดี หรือจะลองใช้กากใบชาที่ใช้ต้มดื่มเรียบร้อยแล้ว นำมาห่อผ้าหรือใส่ถ้วย วางไว้ในตู้เย็น หรือถุงชาที่ใช้ชงแล้ว โดยปริมาณที่ใช้ก็ขึ้นอยู่กับความแรงของกลิ่นที่ต้องการกำจัด นำไปใส่ไว้ที่ชั้นล่างสุดของตู้เย็น ทิ้งไว้ข้ามคืน เมื่อเปิดตู้เย็นขึ้นมาอีกครั้ง กลิ่นที่ไม่ต้องการเหล่านั้นก็จะจางหายไป เมื่อกากชาเริ่มชื้นก็ให้นำมาเปลี่ยนใหม่ กากชาที่แห้งสนิทมีความสามารถดูดกลิ่นไม่แพ้น้ำยาดับกลิ่นที่มีขายตามท้องตลาดเลยทีเดียว

ส่วนกลิ่นคาวปลาในตู้เย็น วิธีแก้ไขที่ได้ผลดีคือให้ใช้ผงกาแฟที่เราใช้ชงดื่มนั่นแหละ โรยรอบ ๆ ตัวปลาในตู้เย็น จะทำให้กลิ่นปลามีน้อยที่สุดจนถึงไม่มีเลย

ลองใช้โซดาทำขนม หรือ Baking Soda นำมาเปิดฝาใส่ในตู้เย็น สามารถดูดกลิ่นได้ดี และเก็บไว้ได้นานไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ โดยเปลี่ยนทุก 6 เดือน – 1 ปี ก็ได้ แถมราคาก็ไม่แพงด้วย หาซื้อได้ง่ายมีขายทั่วไปตามซูเปอร์มาร์เก็ต

อีกวิธีที่ได้ผล คือ ให้ใช้มะพร้าวขูดที่ผ่านการคั้นน้ำกะทิแล้วประมาณ 1-2 กำมือ นำมาใส่จานแล้ววางทิ้งไว้ในตู้เย็นสัก 1 คืน ก็สามารถใช้ดูดกลิ่นได้เช่นกัน

เครื่องพิมพ์ 3 มิติ รองรับทุกการใช้งาน แข็งแรง และประหยัดเวลา

3D Printer หรือ Rapid Prototype (RP) หรือ ที่คนไทยเรียกเครื่องพิมพ์ 3มิติ ซึ่ง เครื่องพิมพ์ 3 มิตินั้นมีใช้กันมาเกือบ 30 ปีแล้ว แต่ใช้กันในวงจำกัด ในบริษัทขนาดใหญ่ หรือ ใน Lab ใหญ่ๆเท่านั้น เพิ่งจะได้รับความนิยมในผู้ใช้จำนวนมาก และมีราคาลดลง เมื่อประมาณปี 2009 นี่เอง

เครื่องพิมพ์ 3 มิติ นั้นสามารถสร้างชิ้นงานที่เป็นวัตถุจับต้องได้(3มิติ) มีความกว้าง-ลึก-สูง ไม่เหมือนเครื่อง Printer แบบ 2D ที่เราใช้โดยทั่วไปที่พิมพ์หมึกสีลงบนกระดาษ เช่นหากเราพิมพ์ลูกบอลลงบนการกระดาษ(2D) เราจะได้กระดาษที่มีรูปลูกบอลอยู่ แต่หากเราพิมพ์จาก เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เราจะได้ลูกบอลทรงกลมมากลิ้งบนพื้นได้

เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เกือบทุกเครื่องนั้นใช้หลักการเดียวกัน คือพิมพ์ 2 มิติแต่ชั้นในแนวระนาบกับพื้นโลก XY ก่อน ส่วนที่พิมพ์ก็คือภาพตัดขวาง-Cross Section ของวัตถุนั้นๆเอง พอพิมพ์เสร็จในสองมิติแล้วเครื่องจะเลื่อนฐานพิมพ์ไปพิมพ์ชั้นถัดไป พิมพ์ไปเรื่อยๆหลายร้อย หลายพันชั้น จนออกมาเป็นรูปร่าง 3 มิติ การเลื่อนขึ้นหรือลง(เลื่อนในแนวแกน Z)ของฐานพิมพ์ นี่เองทำให้เกิดมิติที่ 3

หมึกที่ใช้ของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แตกต่างกันออก บางชนิดพิมพ์โดยฉีดเส้นพลาสติกออกมาก บางชนิดพ่นน้ำเรซิ่นออกมา แล้วฐานแสงให้เรซิ่นแข็งในแต่ละชั้น บางชนิดฉีดซีเมนต์-3D Printer สร้างบ้าน, น้ำตาล-3D Printer ทำขนม, หรือแม้กระทั่งสเต็มเซลล์-3D Printer กับการพิมพ์อวัยวะ ก็มี

โดยปรกตินั้นเราจะวัดความละเอียดในการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ในหน่วนไมครอน เช่น 100-Micron(0.1mm) ต่อชั้น หมายความว่าในแต่ละชั้นนั้นเครื่องจะพิมพ์ให้มีความสูง 0.1mm ดังนั้นหากโมเดลมีความสูง 10mm เครื่องพิมพ์จะพิมพ์ทั้งหมด 100 ชั้น หากพิมพ์ที่ความละเอียด 50-Micron เครื่องจะพิมพ์ทั้งหมด 200 ชั้น ซึ่งแน่นอนที่ความละเอียด 50-Micron นั้นได้งานละเอียดกว่าและสวยกว่าแน่นอน แต่ใช้เวลาเพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัว

ไฟล์ที่ใช้กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ นั้นเป็นไฟล์ 3มิติ แทนที่จะเป็นรูปภาพเหมือนในเครื่องพิมพ์บนกระดาษทั่วไป 3D File นี้อาจสร้างจากโปรแกรม เช่น AutoCAD, SolidWork, 3Ds Max, Zbrush, Maya, SketchUp หรือ แม้กระทั่ง PhotoShop รุ่นใหม่ก็มีส่วนที่ Support 3D Printer แล้ว